ตอบปัญหาเกี่ยวกับรถไฟเล็ก และความแตกต่าง ของระบบไฟ AC กับ DC
ระยะนี้มีหลายท่านติดต่อมาเพื่อสอบถามปัญหาหลายๆ ประการที่เกี่ยวกับรถไฟเล็ก
ซึ่งมีทั้งผู้ยังไม่เคยเล่น กับผู้ที่เคยเล่นและกำลังมีปัญหาอยู่ จะค่อยๆ
ทยอยตอบให้ ดังนี้
คำถาม ทำไมรถไฟเล็กจึงมีราคาค่อนข้างแพง
เท่าที่ตัวผมเคยเดินดูหลายร้านในกรุงเทพฯ เคยเห็นหัวรถจักรคันละเป็นหมื่นบาท
และยิ่งตอนนี้น้ำมันราคาตกลิตรละ 25 บาท 4 ลิตร/100 บาท จะขึ้นราคาไปอีกหรือไม่
ผมเองก็บอกไม่ได้
คำตอบ ท่านผู้ถามไม่ได้แจ้งยี่ห้อ
และโมเดล จึงไม่อาจชี้ขาดลงไปได้ว่าเหมาะสมหรือไม่ แต่ขอสรุปว่าราคาจากผู้ผลิตนั้นย่อมขึ้นอยู่กับสิ่งต่างเหล่านี้
สามารถแจกแจงได้ดังนี้
1. ยี่ห้อ แล้วแต่ความนิยม ว่ามี "ชื่อเสียง"
(Good Will) เพียงใด รวมทั้งแหล่งผลิตในทวีปต่างๆ เช่น ยุโรป, อเมริกา
ฯลฯ
2. วัสดุที่ใช้ในการผลิต (จากราคาแพงไปถึงราคาถูก) ได้แก่
ทองเหลือง, โลหะผสม, พลาสติก
3. ความง่ายยากในการผลิต รวมทั้งความละเอียดเหมือนของจริงของชิ้นงาน
บางอย่างต้องใช้ Technology ที่ทันสมัย แม้กระทั่ง ขอพ่วง, ล้อรถชนิดซี่
(Spoke Wheels) เป็นต้น
4. ชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวได้ เช่น ประตูรถ ปิด-เปิดได้
, พัดลมถ่ายเทอากาศทำงานได้ เป็นต้น
5. อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น ระบบบังคับ แบบ Digital ทำให้การทำงานในหน้าที่ต่างๆ
คล้ายของจริงมากขึ้น และสะดวกต่อการควบคุมยิ่งขึ้น ราคาย่อมสูงเป็นธรรมดา
6. บางแบบผลิตขึ้นในโอกาสพิเศษ บางแบบจำกัดจำนวน มีจำหน่ายน้อยในตลาด
ทำให้มีราคาค่อนข้างสูง
7. ของที่เป็นที่นิยม และผลิตมานานแล้วและปัจจุบันเลิกผลิต
(Antique)
นอกจากต้นทุนการผลิตดังกล่าวข้างต้นแล้ว ราคาขายยังต้องรวมค่าใช้จ่ายของผู้นำเข้าอีก
เป็นต้นว่าค่าขนส่ง, ภาษี, ประกันภัย, ค่าใช้จ่ายในการบริหาร และยังต้องบวกกำไรอีกตามสมควร
มิฉะนั้นผู้นำเข้าหรือพ่อค้า, แม่ค้า ก็อยู่ไม่ได้ ถ้าเป็นไปได้ผู้จะซื้อควรสอบถามราคาจากพ่อค้าในแหล่งผลิตซะก่อน
แล้วนำเปรียบเทียบราคากับร้านในประเทศ ก็น่าจะพอทราบราคากลางที่สมควรจะเป็นไปได้
ส่วนที่ถามว่าราคาจะขึ้นตามน้ำมัน หรือไม่ ขอตอบว่ามีความเป็นไปได้ เพราะปกติราคาสินค้าจะมีการปรับเพิ่มขึ้นทุกปี
ประมาณ 5% อยู่แล้ว ยิ่งราคาน้ำมันสูงขึ้น อาจเพิ่มค่าใช้จ่ายในการผลิต
และจำหน่ายสูงตาม ที่แน่ๆ คือค่าแรงในการผลิตจะเพิ่มขึ้นทุกปี แม้อย่างอื่นจะไม่เพิ่มก็ตาม
คำถาม ควรจะเล่นระบบไฟฟ้าแบบไหน
AC หรือ DC ???
คำตอบ
1. ขึ้นอยู่กับสินค้าที่จะหาซื้อได้ในท้องตลาด คือบางแห่งอาจจะมีจำหน่าย
เฉพาะ AC และบางแห่งก็อาจจะมีเฉพาะ DC หรือบางแห่งก็มีทั้งสองระบบ แต่ที่สำคัญควรมีอุปกรณ์ส่วนขยาย
และซ่อมบำรุงไว้บริการลูกค้า
2. สำหรับ AC มี ข้อดี
คือ กระแสไฟฟ้าที่ต่อจากหม้อแปลงมาที่ราง หรืออุปกรณ์ จะไปได้ไกลกว่า DC
และล้อรถแข็งแรงกว่าเพราะไม่ต้องใส่ฉนวน และสามารถเล่นแบบ Return Loop
ได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เพิ่มเติม ข้อเสีย
คือ ต้นทุนสูงกว่า เนื่องจากต้องมีอุปกรณ์รับไฟใต้ตัวถังของรถจักร
และต้องมีอุปกรณ์กลับทิศทาง ซึ่งบางแบบเสียง่ายและหาอะไหล่ยากมาก
3. ส่วนระบบ DC มี ข้อดี
คือ ต้นทุนปกติ ไม่ต้องมีอุปกรณ์รับไฟใต้ตัวถังรถจักร และไม่ต้องมีอุปกรณ์กลับทิศทาง
เหมือนเช่น AC และง่ายต่อการบำรุงรักษา ข้อเสีย
คือ กระแสไฟเดินได้ใกล้กว่า AC และล้อรถแข็งแรงสู้แบบ AC ไม่ได้ เพราะต้องใส่ฉนวน
เล่นบนรางแบบ Return Loop ได้ โดยต้องใส่อุปกรณ์พิเศษเล็กน้อย
คำถาม ควรจะพิจารณาเล่นรถไฟขนาดใดถึงจะดี
(Guage)
คำตอบ ผู้ผลิต ผลิตออกมาจำหน่ายหลายขนาดตั้งแต่ขนาดเล็ก,
จิ๋ว, จนถึงขนาดใหญ่ และใช้ไฟฟ้า จนกระทั่งมีไอน้ำจริงๆ ฉะนั้นจึงขึ้นอยู่กับงบประมาณ
และสถานที่ที่จะวางรางว่ามีขนาดเล็กหรือใหญ่ เพียงพอหรือไม่กับที่ที่มีอยู่
ต้องการจะนำติดตัวหรือติดตั้งตายตัว ตามสถิติทั้งโลกนิยมขนาด HO มากที่สุด
ขนาด N และ O เป็นรองลงมาด เหตุผล คือเหมาะทั้งสมรรถนะในการลากจูง,
การซ่อมบำรุงง่าย, มีรายละเอียดสูง, การขนย้ายสะดวก, มีความแข็งแรงในตัว,
และทนต่อการบุบสลาย ฯลฯ
บทความตอนที่
( 1 2 3
4 5
6 7 8 9
10 11 12 )
|