คุณยังไม่ได้ทำการ Login
            ยินดีต้อนรับสมาชิกทุกๆท่าน   ขณะนี้โชว์รูมได้เปิดให้ชมอย่างเป็นทางการแล้วขอเชิญทุกๆ ท่านเข้ามาเยี่ยมชมและสัมผัสบรรยากาศได้แล้วครับ                                                                                                                                                                                                          Welcome             Now Open New showroom. Welcome see layout of bachmann complete   100%......              
Dec 14, 2014   Online 43 คน
สเกลต่างๆ มีที่มาอย่างไร ตอนที่ 2
           ปฐมบท ที่มาของ สเกล รถไฟจำลอง หลังจากที่ได้กล่าวถึงเรื่องของ Z scale ไปแล้วในกระทู้ ก่อน ก็เกิดความคิดว่า มันจะเข้าท่าไม่น้อยหากปูพื้นให้เพื่อนสมาชิกได้ทราบกันเสียก่อนว่า ทำไม่ กิจกรรม รถไฟจำลอง เมื่อเทียบกับ กิจกรรมแบบจำลองอื่นๆ แล้ว มีมาตรฐานสูง เสียจริงๆ มี scale และ เกจออกมารองรับ ทำไมมันจริงจังกันแบบนี้ ที่มีของ รถไฟจำลอง ที่ได้มาตรฐานอย่างในปัจจุบัน มีที่มาที่ไปดังนี้ครับ
           ในอดีต หลายสิบปีก่อน วงการรถไฟจำลอง ยังไม่มีมาตรฐานใดๆ เลย ผู้ผลิต แทบทุกเจ้าจะตั้งขนาดราง ขนาดรถไฟกันตามอำเภอใจต่างคนต่างทำ ต่างขาย ทำให้ คนที่เป็นนักรถไฟจำลอง มีความยุ่งยากในการสะสมและทำเลย์เอ้าต์ เป็นอย่างมาก รางที่ทำออกมา ข้อต่อ ไม่สามารถใช้กันได้เป็นส่วนมาก แต่ด้วยเหตุที่ นักรถไฟจำลอง ทั้งของฝั่งยุโรป และอเมริกา รวมทั้งญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ ที่เล่นรถไฟจำลองกันจริงจัง มักจะเป็นเจ้าของ บริษัทที่ทำรถไฟจำลองออกจำหน่ายด้วย ทำให้ พวกเขามีหัวใจเดียวกัน พร้อมที่จะจรรโลง วงการ มากกว่าจะทำลายวงการด้วยการ ต่างคนต่างอยู่ จึงเป็นที่มาของ การสร้างมาตรฐาน รถไฟจำลองขึ้นมาในที่สุด
           โดยมีการริเริ่มทำมาตรฐานนำร่องออกมาจริงจัง เป็นครังแรก ในงานเทศกาล ของเล่น Leipzig Toy Fair ในปี พ.ศ. 2434 ท่านสมาชิก และ ผมเอง ยังไม่กำเนิดในโลกนี้ด้วยซ้ำครับ ตามเวลาดังกล่าว หรือเมื่อ 116 ปีล่วงมาแล้ว แสดงว่ารถไฟจำลองมีอายุยืนยาว กว่า 100 ปี จริงๆ ครับ ได้มีการประกาศ จำหน่าย ขบวนรถไฟ พร้อมกับ ชุดราง ตรง รางโค้ง รางสับหลัก และ รางแบบ Crossing สำหรับ สเกลที่แตกต่างกัน ถึง 5 แบบ ดังนี้ โดย มาร์คลิน อันประกอบด้วย
No. 1 Guage ซึ่งมีขนาดความกว้างรางด้านใน เท่ากับ 4.8 เซ็นติเมตร หรือ 1 7/8 นิ้ว เรียกกันว่า I gauge
No. 2 Guage ซึ่งมีขนาดความกว้างรางด้านใน เท่ากับ 5.4 เซ็นติเมตร หรือ 2 1/8 นิ้ว เรียกกันว่า II guage
No. 3 Guage ซึ่งมีขนาดความกว้างรางด้านใน เท่ากับ 6.7 เซ็นติเมตร หรือ 2 5/8 นิ้ว เรียกกันว่า III, IIa guage
No. 4 Guage ซึ่งมีขนาดความกว้างรางด้านใน เท่ากับ 7.5 เซ็นติเมตร หรือ 3 นิ้ว เรียกกันว่า IV, No.3 guage
No. 5 Guage ซึ่งมีขนาดความกว้างรางด้านใน เท่ากับ 12 เซ็นติเมตร หรือ 4 5/8 นิ้ว เรียกกันว่า V guage

และ ยังได้เพิ่ม ขึ้นมาอีก 1 สเกลในราวๆ ปี พ.ศ. 2443 คือ
No. 0 Guage ซึ่งมี ขนาดความกว้าง Rail center to Rail center เท่ากับ 3.5 เซ็นติเมตร หรือ 1 3/8 นิ้ว เรียกกันว่า V guage

เป้าหมายคือใช้เล่นในบ้านได้ และคนชั้นกลางเริ่มมีฐานะที่จะซื้อหา รถไฟไปเล่นกันนั่นเอง ไม่นานนัก ทาง ฝั่งอเมริกันก็เริ่มผลิตรถไฟแบบมีสเกลโดยอิงกับ NO. 3 Guage ออกมาบ้างคือ American Flyer แต่วัดเกจ จากระยะห่างของรางด้านใน ไม้ได้วัดแบบ Rail center to Rail center แบบมาร์คลิน ขณะที่ BING ได้นำ No.3
และ No.2a มาใช้และวัดแบบมาร์ลิน อย่างไรก็ตามคนที่ทำของเล่นไม่ได้สนใจเรื่องสเกลมากนัก โดยจะเน้นหนักไปทางด้าน รูปโฉมสวยงามเสียมากกว่า และจะทำออกมา รองรับ กับ เกจ ที่ได้กล่าวไปแล้ว คือ ทำช่วงกว้างของล้อให้วางบนรางทั้ง 5 แบบ ได้เป็นพอ สเกลรถช่างมัน ว่าอย่างนั้นครับ ท่านที่ยังงง ว่า เกจ คือ อะไร กับสเกล อันเดียวกันไหม คงเริ่มเข้าใจแล้วว่า คนจะส่วนกัน การวางบนรางได้วิ่งได้ เรียกว่า มีเกจตรงกัน ส่วน สเกล คือ อัตราส่วน ที่ย่อลงมาว่า ถูกต้องตามจริงหรือไม่นั่นเอง เรียกได้ว่าในยุคต้นๆ นี้ สามารถเอารถคนละเกจ มาเปลี่ยนชุดล้อเล่นกันได้เลย

ดังนั้น ในศตวรรษที่ 19 ปลายๆ รถไฟจำลองแบบสเกลถูกต้องจึงยังไม่เกิด หรือมีน้อยมากๆ แต่เริ่มมีการเห็นความสำคัญ ของเกจ คือ รางที่วางล้อ ของรถไฟแต่ละเจ้าเล่นด้วยกันได้ แล้วครับ ล่วงเข้ามาต้นๆ ศตวรรษที่ 20 ปี พ.ศ. 2455 ยักษ์ใหญ่ Lionel จาก สหรัฐอเมริกา เริ่มออกตัวผลิต ชุดรถไฟโดยนำเอาแนวคิดของ มาร์คลิน คือ มีชุดราง สมบูรณ์ ครบ แบบ ออกให้บริการ และรับเอา No.2 Guage มาใช้ แต่กลับวัดระยะตามแบบ American Flyer คือวัดระยะเกจ จากรางด้านใน เกิดแนวคิดเรื่องเกจ แบบ อเมริกันแท้ๆ ขึ้นมา มีหรือ อเมริกันจะลอกมาทั้งดุ้น ว่าเข้าน่าน ...เมื่อเริ่มมีการสอบถามว่าจะวัดยังไงกันแน่ Lionel ไหวตัวทัน แยกตัวทันที ด้วยการประกาศว่า เรียกการวัดเกจแบบนี้ว่า Standard Guage และยังใช้มาจนทุกวันนี้ครับ หลังจากเวลาผ่านไป พบว่า No.5 และ No.4 มีคนเล่นน้อยมากๆ No.3 Guage คนรวยๆ จะเล่นกัน มันแพง ทำไปทำมา
No.1 ได้รับความนิยม เพราะมีขนาดที่เล็กนั่นเอง
No.0 Guage นั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะว่า กลายมาเป็นสุดยอดความนิยม จากราคาที่คนชั้นกลางเข้าถึงได้ กระแสที่เกิดขึ้น ทำให้บริษัทต่างๆ เห็นว่า รถไฟจำลองขนาดเล็ก มีตลาดกว้างกว่ามาก ทำให้มีการสร้างรถไฟสำหรับ No.0 เกจออกมากันมาก ก่อน สงครามโลกครั้งที่ 1 แต่ก็ยังไม่มีสเกล ครับ

           ฝั่งอังกฤษเมื่อเห็นทางเยอรมันโดยมาร์คลิน เคลื่อนตัวเรื่องทำเกจ ทำสเกล ก็เริ่มขยับตัวบ้าง แต่เสียดายเข้าสงครามโลกครั้งที่ 1 เสียก่อน หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 มาร์ลิน ได้ออก เกจใหม่ถอดด้ามออกมา คือ No.00 Guage หรือ ประมาณ 7/8 นิ้วออกมา ผลิตออกมาในปี พ.ศ. 2464 แต่ก็ล้มเหลวไป ใน 3 ปี น่าจะมาจากเศรษฐกิจ ฟื้นตัวหลังจากสงครามล่ะครับ
           ในปี พ.ศ. 2463 ก่อนหน้านั้น Distler ของเยอรมันนี ได้ผลิต 5/8 นิ้ว หรือ เกจครึ่งหนึ่งของ No.0 ออกมาแต่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ Bing ของเยอรมันนี เหมือนกัน ในปี ต่อมา คือ พ.ศ.2464 กลับสร้าง เกจเดียวกัน 5/8 นิ้วให้ชื่อว่า Table Top หรือ TT ประสบความสำเร็จ และดังมากในอังกฤษ โดย นาย Henry Greenly เป็นคนแนะนำตลาด
ในอีก 2 ปีต่อมา หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เกจต่างๆ ที่สูงกว่า No.1 เกจ ที่ตั้งมาจากมาตรฐานของ มาร์คลิน หายไปเลยจากวงการ และ ในราวๆ พ.ศ.2473 ไปถึง พ.ศ.2480 No. I เกจ ก็หายไปจากความนิยมเช่นกัน ได้เกิดรถไฟจำลอง S guage ขึ้นใน สหรัฐ ในช่วงสงครามนั่นละครับ จาก American Flyer โดยมีเกจ กว้าง 7/8 นิ้ว สำหรับ รถไฟจำลอง TT guage หรือ Table-Top นั้น ได้รับความสำเร็จอย่างกว้างขวางใน เยอรมันนี อังกฤษ และแม้แต่ ในสหรัฐเอง มีการทำรถไฟออกมาสนับสนุนจากหลายเจ้าเช่น JEP,Bub, Paya เป็นต้น
           หลายท่านอาจจะยังไม่รู้ว่า มี เกจอยู่ตัวหนึ่ง ที่เคยถูกสร้างมาเพื่อ ให้อยู่ตรงกลางระหว่าง HO เกจ กับ O เกจ นั่นคือ ZO Guage ไม่เกี่ยวกับ Z Guage นะครับ อย่าสับสน คนที่ทำออกมาเป็นเจ้าแรกคือ บริษัทจาก เชคโกสโลวาเกีย ชื่อ Lastra เป็นที่สนใจมากเหมือนกันในราวๆ ปี พ.ศ. 2481 มีมาให้เห็นกันอีกครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จากนั้นก็หมดความนิยมไปราวๆ ปี พ.ศ. 2493 แล้ววงการรถไฟจำลองก็เริ่มเข้าสู่สมัยของความเหมือนจริง เริ่มมีการทำรถไฟจำลอง สเกลจากของจริงใน สเกลใหญ่ๆ แต่ยังใช้ เกจจากที่เคยมีมาเป็นตัวรับล้อ มีการใช้สเกลถูกต้องก็จริง แต่ต่างสเกล ทำให้สมัยเริ่มนี้มีขบวนรถ พิศดารให้เห็นมากมาย 1 ขบวน มีตู้ใหญ่กว่า เล็กกว่า สูงกว่า ต่ำกว่า วิ่งด้วยกัน ให้มึนหัวเล่น แม้แต่สมัยนี้ก็ยังมีให้เห็น ไม่ต้องเอา ใน พวกที่เล่น Hi Rail น่ะครับ ผมเคยเล่าไว้แล้ว มีข้อสังเกตุว่า เรื่องสเกลที่ถูกต้องเริ่มมาจริงจังเอา ช่วงเดียวกันกับที่ มีการเปลี่ยผ่านจาก รถจักรไอน้ำ มาเป็น รถจักรดีเซล พอดิบพอดีครับ การเข้าสู่ยุคใหม่ของรถไฟนี่ล่ะครับที่ทำให้เกิดแรงขับดันให้ สร้างรถไฟจำลองมีสเกล สำหรับยุคใหม่กันเสียที ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่า ที่ในปัจจุบัน มี สเกล มากมาย เช่น Z, N, HO, O , S ,G ก็คือผลพลอยจากการวิวัฒนาการของการหา ขนาดที่เหมาะสมในการเล่นรถไฟ แบบ จักรไอน้ำ กับ แบบ ดีเซล ยุคใหม่ ให้ลงตัวนั่นเอง จึงต้องแตก สเกลออกไปให้หลากหลาย เพราะหากไปยึดอยู่ในสเกลเดียว เราคงต้อง เอาแว่นขยายเล่น พวก จักรไอน้ำ หรือ Narrow Guage แน่ๆ เพราะขนาดส่วนใหญ่เล็กกว่าดีเซลเมื่อย่อลงมาที่สเกลเดียวกันนั่นเอง ตรงนี้ต้องมองกว้างๆ รอบๆ จึงจะเชื่อมที่มาที่ไปของสเกลได้ครับ
           ย้อนกลับไปที่ ปี พ.ศ. 2473 ได้มีการแนะนำ สเกล รถไฟจำลอง OO/HO โดย Lionel, Hornby, TRIX และ มาร์คลิน (ปัจจุบัน ปี พ.ศ. 2540 มาร์คลิน ซื้อ Trix มาไว้แล้วครับ) โดย สเกล OO จะเล่นกันใน ยุโรป และอังกฤษ คือตัวหลัก สเกลย่อลงมาคือ 4 มิลลิเมตร เป็น 1 ฟุต ขณะที่ HO นั้นนิยมเล่นกันทั่วโลก ทั้งยุโรป และ อเมริกา เป็นตัวหลัก สเกลคือ 3.5 มิลลิเมตร เป็น 1 ฟุต ทั้งสองสเกลเล่นบนราง ที่มีความกว้างของราง หรือเกจ คือ 1.65 เซนติเมตรครับ ที่ยุโรป และอังกฤษใช้ 4 มม. แทนที่จะเป็น 3.5 มม. เพราะธรรมชาติรถไฟจะเล็กกว่าของ สหรัฐ จึงต้องขยายสเกลหน่อยให้เล่นง่ายไม่เล็กไฟ ครับผม ส่วนมาก ทำให้ รถ OO จะใหญ่ กว่า HO เล็กน้อย หากขนาดจริงไล่เลี่ยกัน                       หลังสงครามโลกนั้น HP Product ในสหรัฐ ได้แนะนำ รถไฟในแบบ TT ในยุโรป ก็มีการสร้างออกมามาก แต่มีช่วงความนิยมจำกัดอยู่ใน ปี พ.ศ. 2493 ถึง พ.ศ. 2503 ก่อนที่จะคลายความนิยมลง แต่ไปนิยมกันมากใน ยุโรปตะวันออก เป็นส่วนมากเพราะคนที่นั่นมีบ้านที่เล็กกว่า ทางสหรัฐ และ N สเกลก็ยังเป็นที่รู้จักนัก
           สำหรับ O สเกล มีให้เห็นอยู่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยม แต่ยังยืนระยะในยุโรปได้ถึงปีพ.ศ.2493 และ จนถึง พ.ศ.2503 ในอังกฤษ และในอเมริกา จน Lionel เริ่มไม่แน่ใจว่าไปต่อได้หรือไม่ แต่แล้วกระแส การหวลระลึกถึงความหลังก็กลับมา เมื่อเด็ก ๆ ในยุคก่อนและหลังสงครามโลก โตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ พวกเขากลับแสวงว่า O สเกลมาเล่นกันทำให้ยอดขาย เพิ่มขึ้นมาอย่างน่าตกใจ และแล้ว O สเกลก็ยืนได้อย่างมั่นคงในทีสุด
           สำหรับ N สเกล นั้น เริ่มเปิดตัวอย่างไม่ราบรื่นในปี ราว พ.ศ.2493 เรื่อยมา แต่ภายหลังก็กลายเป็นรถไฟที่คนนิยมกันมาก ตั้งแต่ปี พ.ศ.2503 เป็นรองก็แค่ HO มาจนถึงปัจจุบัน
           ช่วง พ.ศ.2493 ถึง พ.ศ.2503 จะเห็นว่า TT สเกล ถอยหลัง,O สเกลกลับมาสยายปีกอีกครั้ง, N สเกลเริ่มตั้งตัวได้ , ในขณะที่ HO เดินทางผ่านห้วงเวลาต่างๆ มาอย่างไร้อุปสรรค ไม่ขึ้นไม่ลง ทำให้มีฐานคนเล่นมากกว่าเพื่อนมาจนปัจจุบัน และแล้วในปี พ.ศ.2515 มาร์ลิน ได้ส่ง Z สเกล ออกสู่ตลาดมีบริษัทอื่น พยายามเข้ามาร่วมแต่แล้ว ด้วยความที่ยุ่งยากในการผลิต เรื่องฝุ่น ที่กลายมาเป็นเรื่องใหญ่ของรถไฟจำลองสุดจิ๋ว ทำให้หลายบริษัทเริ่มถอยออกไป เพราะไม่เห็๋นว่าจะมีอนาคต แต่เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นตอนนี้ Z scale ก็เป็นที่นิยมกันมากแล้วในปัจจุบัน มีผู้ที่ผลิตหลักๆ คือ Marklin, American Z line และ Micro - Trains สองรายหลังเป็นบริษัทของสหรัฐครับ
           ในช่วง พ.ศ.2533 เป็นต้นมา Marklin ได้นำ No. I guage กลับมาอีกครั้ง โดยทำออกมาถูกต้องตามสเกล แต่แยกสายการผลิตออกเป็น รถไฟจำลองตามสเกล และ Maxi หรือในแบบรถไฟสังกะสี สำหรับคอของเล่น ได้รับความสำเร็จเป็นอย่างดี มีบริษัทต่างๆ ทำสินค้าออกมาสนับสนุนมากมาย ทั้งหมดเป็นการปูพื้นเรื่องสเกลกับเกจ ที่มาที่ไปของมาตรฐานรถไฟจำลองให้ท่านสมาชิกได้ทราบกัน ก่อนที่ผมจะเล่าเรื่อง ของ สเกลต่างๆ ต่อไปครับผม

          สุดท้ายนี้ หากสมาชิกท่านใดมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อทีมงานได้ที่ webmaster@trainsforthais.com หรือ ส่งข้อความมาที่ Webboard ทางทีมงานยินดีให้คำปรึกษา
  บทความตอนที่ [ 1  2  3  4 ] 
 

ข้อมูลจากสมาชิกคุณ HO
โดยทีมงาน Trainsforthais
23 กรกฏาคม 2550

 
    จำนวนผู้ชม 11 คน  
      
เราบริหารด้วยหัวใจ
เราบริการด้วยความชำนาญมากกว่า 20 ปี

สินค้าทุกชิ้นจาก TFT รับประกันการบริการ และดูแล ทำความสะอาด หล่อลื่นฟรี
ตลอดอายุการใช้งาน ติดต่อนัดหมายได้ที่ 081-9345365


หากคุณมีปัญหาหรือมีข้อสงสัยประการใดๆ
ติดต่อทีมงานที่ E-mail address:
kitiyut@yahoo.com